7 ท่วงท่าของการร่วมรักที่ทำให้ชายแก่กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง

นำเสนอ “7 เคล็ดลับบนเตียงของหนุ่ม (เกือบแก่)” มาเพื่อเป็นกลยุทธ์และวิธีการพิชิตความสุขสมกับการเย็ดหี เพื่อคุณและยอดยาหยีจะได้ครองรักครองคู่สุขสมไปได้นานเท่านาน

1.ใช้ช่วงเวลาที่จะเล้าโลมเธอให้นานขึ้น
กระซิบบอกรักเธอในขณะที่กอดเธออย่างแนบแน่น และลูบไล้สัมผัสเธอให้ทั่วร่างกาย ลูบไล้เส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา (เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่นั้นชอบให้คนรักชื่นชมกับเส้นผมของเธอ)
จากนั้นกระตุ้นจุดเสน่หาของเธอตั้งแต่ซอกคอ ติ่งหู เปลือกตา ริมฝีปาก เนินอก และยอดทับทิม ละไล้เรื่อยมาที่หน้าท้องเหนือหัวหน่าว หน้าขาด้านใน… และสุดท้ายก็คือจุดยุทธศาสตร์ เพื่อให้ยอดยาหยีพร้อมที่จะรับไอรักจากคุณ

2.
จูบอย่างดูดดื่มและเนิ่นนานเป็นสัมผัสรักที่ทำให้สาวน้อย สาวใหญ่ อ่อนระทวยมากแล้วนักต่อนัก ให้จูบที่ริมฝีปากบนและล่างของเธอก่อน แล้วจึงค่อยๆ ใช้ลิ้นซอกซอนเข้าไปสัมผัสกระหวัดรัดรึงภายในให้เนิ่นนาน และเมื่อถอนริมฝีปากออกมาแล้ว อย่าลืมบอกว่า…ผมรักคุณ

3.
ท่วงท่าของบทพิศวาสครั้งแรกๆ กับสาวน้อยที่ยังไม่มีประสบการณ์นั้นในท่วงท่ามิชชันนารี ที่ฝ่ายชายอยู่ด้านบนและสาวน้อยเปิดประตูรักรออยู่นั้น อาจจะเป็นท่ามาตรฐานที่หลายคนประพฤติปฏิบัติอยู่ ทำให้เธอพร้อมและมีน้ำหล่อลื่นจากการเล้าโลมที่ทำให้ใจและกายของเธอชุ่มฉ่ำ

4.
Woman on top นั้นเป็นท่วงท่าของสัมผัสรักที่จะสร้างความหฤหรรษ์ให้เธอและลดอาการเจ็บปวดของเธอได้ดีที่สุด พูดคุยให้เธอเข้าใจว่าในท่านั่งยองๆ แล้วเบ่งเบาๆ เหมือนเบ่งถ่ายอุจจาระนั้น จะทำให้ปากทางเข้าของเธอขยายตัวออก เพื่อที่จะได้สวมสอดน้องชายได้สะดวกที่สุด และเธอจะเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างไว้ดังใจหวัง

5.
ท่วงท่าที่เรียกว่า coital alignment เป็นท่วงท่าที่ทำให้ผู้หญิงพบกับความหฤหรรษ์และไปถึงดวงดาวได้ดีที่สุด ในท่ามิชชันนารีนั้น สะโพกของฝ่ายชายจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสะโพกของฝ่ายหญิง แต่ถ้ายกสะโพกของฝ่ายชายให้มาอยู่ในระดับเดียวกับของรักของหวงที่เป็นส่วนสงวนของเธอแล้ว การร่วมรักจะให้ความรู้สึกที่ซาบซ่ากว่าที่เคยมี

6.ช่วงเวลาที่ผู้ชายสูงวัยมีพละกำลังเต็มที่ พร้อมที่จะปฏิบัติการรักให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีนั้นเป็นช่วงเช้า ไม่ใช่ตอนกลางคืนเหมือนที่คนทั่วไปเข้าใจ เพราะฉะนั้น อย่าลืมให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่มิรู้ลืมจะดีที่สุด

7.
สุขภาพที่ดีนำมาสู่การมีความสุขทางเพศที่สุขสมเสมอ และการมีสุขภาพที่ดีนั้นมาจากการรักษาร่างกายให้สมบรูณ์ รักษาจิตใจให้สดใส

ยานอนหลับธรรมชาติ

ยานอนหลับธรรมชาติ

ยานอนหลับธรรมชาติ

ยานอนหลับธรรมชาติ

เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยประสบกับปัญหา ‘การนอนไม่หลับ’หรือแม้จะนอนหลับได้ แต่เมื่อตื่นมากลับไม่รู้สึกสดชื่น มันคือ อาการของคนที่นอนไม่เต็มอิ่ม ทั้งที่เราคิดว่าเราก็นอนหลับอย่างเต็มที่แล้ว สำหรับอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด หากเราไม่แก้ปัญหาที่ทำให้เราเครียด ต่อให้มียาวิเศษแค่ไหน ก็ไม่สามารถแก้อาการนี้ได้

หลายคนเลือกใช้วิธีการกินยานอนหลับ แน่นอนว่ามันก็ทำให้นอนหลับสมชื่อ หากแต่ผลข้างเคียงของมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย ยานอนหลับสามารถทำลายสมองของเราได้ เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เพราะ มันทำให้หูรูดที่กั้นระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารปิดกั้นไม่สนิท กรดจึงไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร เราสามารถกินยาหลับได้ เพื่อให้หลับสนิทได้ก็จริง แต่ก็ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน บางคนใช้วิธีต่างๆ มากมาย เช่น นับแกะ สวดมนต์ก่อนเข้านอน เป็นต้น แม้จะสร้างบรรยากาศในห้องนอนให้น่านอนมากแค่ไหน แม้จะเข้านอนเป็นเวลา ก่อนนอนพยายามทำใจให้สงบ ก็ไม่สามารถนอนหลับได้อย่างปกติสุข

แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าวิธีการที่ได้ผลดีที่สุด ก็คือ การฝึกลมหายใจ โดยการกำหนดลมหายใจเข้า ออกยาวๆ อย่างเป็นจังหวะ ทำให้จิตนิ่ง อยู่แต่กับลมหายใจ ตอนที่ฝึกแรกๆ ก็อาจจะยังไม่ได้ผล จนทำให้ท้อ และพาลกลับไปใช้ยานอนหลับ แต่ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อทำให้จิตแน่วแน่ เมื่อคุณทำไปนานจะสามารถหลับได้ และยังหลับลึก หลับแบบมีคุณภาพ อาจหลับยาว 5-7 ชั่วโมงเลยทีเดียว ที่สำคัญคือตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกสดชื่น กระปี้กระเปร่า นอกจากนี้การฝึกลมหายใจ ยังช่วยให้เรามีสมาธิ มีความจำที่ดียิ่งขึ้น และยังมีสติไม่ว่าจะทำอะไร ส่งผลให้เราสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองฝึกไม่ไหวจริงๆ อีกแนวทางหนึ่ง ก็คือ การกิน ‘ขี้เหล็ก’โดยตามตำรายาพื้นบ้าน การนำใบและดอกขี้เหล็กมาต้นน้ำทิ้ง 2 ครั้ง จากนั้นนำไปจิ้มกับพริก หรือทำเป็นแกง ก็จะช่วยบำรุงประสาทและทำให้นอนหลับดี ส่วนแก่นขี้เหล็ก ก็สามารถนำมาต้มเป็นชา รักษาอาการกษัยและริดสีดวงทวารได้ นอกจากนี้ใบอ่อนขี้เหล้ก ยังช่วยแก้อาการระดูขาว ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้เหน็บชา และแก้บวม ส่วนดอกขี้เหล็กก็มีวิตามินซีสูง และมีรสเปรี้ยว แต่ไม่ควรเอาใบขี้เหล็กมากินสดๆ เพราะ อาจทำให้เป็นตับอักเสบได้

 

หากคุณกำลังมีปัญหาการนอนไม่หลับ ก็ขอให้มีกำลังใจ ใช้ยาธรรมชาติ หลีกเลี่ยงยานอนหลับที่มีสารเคมี เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

อาหาร 5 อย่าง กินลดน้ำตาลในเลือด บอกลาเบาหวานให้ไกลเพิ่มขึ้น!

อาหาร 5 อย่าง กินลดน้ำตาลในเลือด บอกลาเบาหวานให้ไกลเพิ่มขึ้น!

โรคเบาหวาน แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรงเมื่อเทียบกับมะเร็ง แต่หากเกิดขึ้นแล้ว อาการของโรคก็นำมาซึ่งภาวะต่างๆ ที่อาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น หอบเหนื่อยง่ายและมีแผลหายช้าได้เสมอ และสาเหตุของเบาหวานนั้นก็เกิดขึ้นจากระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งขึ้นสูงบ่อยๆ ซึ่งมาจากอาหารที่เรากินเข้าไปเช่นกัน ถ้าเช่นนั้น เรามาพิถีพิถันใส่ใจเลือกกินอาหารลดระดับน้ำตาลในเลือดไปพร้อมๆ กันดีกว่า โดยสามารถกินได้จากอาหาร 5 อย่างดังนี้

อาหาร 5 อย่าง กินลดน้ำตาลในเลือด บอกลาเบาหวานให้ไกลเพิ่มขึ้น!

อาหาร 5 อย่าง กินลดน้ำตาลในเลือด บอกลาเบาหวานให้ไกลเพิ่มขึ้น!

1.ชาเขียว

ผลการศึกษาจาก National Center for Complementary และ Alternative Medicine ได้เปิดเผยว่าชาเขียวเป็นเครื่องดื่มชาที่มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้อีกด้วย นับว่าเป็นอีกชาจากธรรมชาติที่มีผลดีต่อสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดีที่สุด

2.ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง และยังเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ภายหลังจากร่างกายย่อยข้าวโอ๊ตไปแล้วสารอาหารและน้ำตาลจากข้าวโอ๊ตจะค่อยๆ ถูกดูดซึมนำไปใช้งานอย่างช้าๆ ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูง จึงนับเป็นอาหารชั้นดีที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานไม่น้อยทีเดียว

3.ส้ม

จากคำอ้างอิงของ American Diabetes Association ที่ได้แนะนำไว้ว่าส้มเป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้นั้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากส้มมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำนั่นเอง เมื่อกินส้มไปแล้วมันจึงไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาล แต่กลับจะช่วยควบคุมไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ด้วยนั่นเอง

4.แซลมอน

ปลาแซลมอนนับเป็นแหล่งของสารอาหารชั้นเยี่ยมที่มีทั้งโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดีและไนอาซิน ซึ่งกรดไขมันโอเมก้าดังกล่าวรวมถึงวิตามินดี ต่างก็มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีไม่น้อยไปกว่ากันเลย นอกจากนี้ วิตามินดียังสามารถช่วยลดการอักเสบและยังทำหน้าที่ในการต่อต้านอินซูลินได้อีกด้วย

5.โฮลเกรน

ขนมปังโฮลวีทหรือโฮลเกรนล้วนเป็นอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนทั้งสิ้น ซึ่งอาหารประเภทนี้ดีต่อร่างกายตรงที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งขึ้นสูง เพราะร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมเอาน้ำตาลไปใช้อย่างช้าๆ ไม่เพียงเท่านั้น โฮลเกรนยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งถือเป็นสุดยอดอาหารบำรุงเลือด โดยจะทำให้ระบบการทำงานของเลือดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย และเมื่อการทำงานของเลือดเป็นไปในทางที่ดี แบบนี้ก็ย่อมส่งผลมายังระดับน้ำตาลในเลือดด้วยแน่นอนค่ะ

ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงนั้น ไม่ดีต่อสุขภาพของเราเป็นแน่ โดยเฉพาะมันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ในบรรดาอาหารทั้ง 5 อย่างที่เราหยิบมาฝากกันนี้ยังมีส่วนช่วยลดทั้งคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้อีกด้วย เมื่อทราบแล้วว่าอาหารทั้งหมดมีดีต่อสุขภาพอย่างไร จากนี้หันมารับประทานกันเป็นประจำดีกว่า อาการหรือความเสี่ยงของโรคเบาหวานจะได้ห่างไกลจากร่างกายมากขึ้น